วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ภัยแผ่นดินไหว.. เฮติ

แผ่นดินไหวในเฮติ เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีความรุนแรง 7.0 ตามมาตราริกเตอร์ โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศไปราว 25 กิโลเมตร (หรือ 16 ไมล์) โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 16:53:09 ตามเวลาท้องถิ่น [1] ของวันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553 หรือตรงกับเวลา 04.53 นาฬิกา ในเช้าวันพุธที่ 13 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย[2] แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ความลึก 13 กิโลเมตร (8.1 ไมล์)[3] องค์กรสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา (The United States Geological Survey) ได้ตรวจสอบบันทึกและพบอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีก 14 ครั้ง ซึ่งมีความแรงอยู่ที่ประมาณ 5 - 8 ริกเตอร์ หน่วยงานกาชาดสากลได้กล่าวว่ามีคนกว่า 3 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ และมีคนเสียชีวิตกว่า 500,000 คน ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ถล่มเป็นซากปรักหักพังนับไม่ถ้วน ซึ่งรวมถึงทำเนียบประธานาธิบดีที่พังถล่มลงมาด้วย

ความเสียหาย

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เช่น อาคารบ้านเรือนพังพินาศจำนวนมาก รวมทั้งทำเนียบประธานาธิบดี, อาคารรัฐสภา, กระทรวงการคลัง, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงวัฒนธรรม, สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ, อาคารสถานทูต, โรงเรียน, โรงแรมและโรงพยาบาล ที่พังถล่มลงมาทับผู้คน รวมถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก โดยนายปัน กีมุนเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า "แผ่นดินไหวที่เฮติถือเป็นหายนะครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่องค์กรนานาชาติเคยประสบมา"

กระทรวงกิจการภายในของเฮติออกแถลงการณ์ว่า ได้รับคำยืนยันมีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเป็นจำนวนกว่า 110,000 คนแล้ว โดยตัวเลขล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 12 ม.ค.เป็นต้นมา คือ 111,499 คน

ตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ว่ามีอย่างน้อย 75,000 คน ส่วนผู้บาดเจ็บจากแผ่นดินไหวมี 193,891 คน และอีกกว่า 609,000 คน ต้องอาศัยอยู่ในค่ายพักชั่วคราว 500 แห่ง เจ้าหน้าที่เฮติแสดงความวิตกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจทะลุ 200,000 คน

การช่วยเหลือ

ด้านความช่วยเหลือจากนานาชาติ หลายๆ ประเทศได้ให้การช่วยเหลือต่างๆ โดยแต่ละประเทศที่เข้าช่วยเหลือเฮติในครั้งนี้ ต่างก็เร่งระดมเงินและลำเลียงสิ่งของและอุปกรณ์ช่วยเหลือมาทางเครื่องบิน แต่ต้องประสบปัญหาการบินขึ้นลง เพราะสนามบินกรุงปอร์โตแปรงซ์ มีขนาดเล็ก อีกทั้งการลำเลียงของลงจากเครื่องเป็นไปอย่างล่าช้า เที่ยวบินช่วยเหลือหลายลำต้องบินวนนานกว่า 2 ชม.กว่าจึงจะลงจอดได้ ขณะเดียวกัน ถนนหนทางบางแห่งได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และมีซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนหล่นมากีดขวางเส้นทาง

ความช่วยเหลือจากนานาชาติ ในขณะนี้ มีทั้งความช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และส่วนบุคคล ดังนี้

  • Flag of the United States สหรัฐอเมริกา - ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แถลงมอบเงินช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหวในเฮติเบื้องต้น 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,300 ล้านบาท) พร้อมกันนี้ยังได้ขอให้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 ท่าน คือ นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และนายบิล คลินตัน ช่วยกันระดมเงินช่วยเหลืออีกแรง ส่วนความช่วยเหลือภาคสนาม สหรัฐฯ กำลังส่งทหาร 3,500 นาย เจ้าหน้าที่และแพทย์รวม 300 คน รวมทั้งเรืออีกหลายลำพร้อมทหารหน่วยนาวิกโยธิน 2,200 นาย เข้าปฏิบัติภารกิจกู้ภัยช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหวในเฮติ
  • Flag of เยอรมนี เยอรมนี - ได้บริจาคเงินช่วยเหลือ เป็นจำนวน 1 ล้านยูโร
  • Flag of ชิลี ชิลี - บริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ธนาคารพัฒนาระหว่างอเมริกา (ไอเอดีบี) - ให้เงินช่วยเหลือฉุกเฉินจำนวน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนธนาคารโลกเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ เพื่อไปประเมินความเสียหายและช่วยฟื้นฟูเฮติ
  • Flag of ไทย ไทย - รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแก่เฮติ เป็นเงินจำนวน 2 หมื่นดอลลาร์และนอกจากนี้ยังส่งเงืนช่วยเหลือเพื่มเติมอีกราว 30 ล้านบาทรวมถึงข้าวสารอีก 2,000,000 ตัน โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการที่รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเฮติที่ประสบภัยแผ่นดินไหวจำนวน 2 หมื่นดอลลาร์ น้อยเกินไปหรือไม่ว่าอาจจะมีการเพิ่มการช่วยเหลือด้านอื่น เช่น ส่งทหารช่างเข้าไปช่วยสนับสนุนฟื้นฟูหรือไม่ว่า "เข้าใจว่านั่นเป็นเงินช่วยเหลือก้อนแรกที่อยู่ในขอบเขตอำนาจที่จะทำได้ก่อน ที่เหลือนายกรัฐมนตรีคงจะได้ติดตามดูตามสถานการณ์ว่าควรจะช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งก็มีข้อเสนอว่าอาจส่งทหารช่าง ทหารเสนารักษ์ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งนายกฯคงมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประเมินสถานการณ์ดูว่ามีอะไรบ้าง ที่เราสมควรจะช่วยเหลือ แต่ปัญหาคือประเทศนี้อยู่ไกลจากเรามาก ไม่เหมือนกรณีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน เมื่อเกิดเหตุเราขนข้าวของไปได้ กรณีที่เฮติคงเป็นการช่วยเหลือเรื่องเงินทองหรือบุคลากร ซึ่งนายกฯคงจะเรียกผู้เกี่ยวข้องไปหารือต่อไป ซึ่งการช่วยเหลือก้อนแรกก็เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน"
รวมถึงรายได้ทั้งหมดที่ได้จากค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพ 2010

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 11 การผลิตสื่อเสียง




เอกสารสื่อเสียงประกอบ (Audio)เสียง (Audio)
เป็นการเขียนที่ใช้สำเนาที่เป็นภาษาพูดสำหรับอ่านและบันทึกลงในแถบบันทึกเสียงหรือเทปคาสเซ็ท โดยอาจ ให้มีเสียงประกอบอื่นๆ ได้ตามความต้องการ เช่น เสียงดนตรี หรือเสียงสัตว์ร้อง การใช้เสียงประกอบหากผู้ออกแบบเจาะจงที่จะใช้เสียงใดเป็นกรณีเฉพาะก็ควรจะทำการบันทึกเสียงนั้นแยกต่างหาก เสียงที่อ่านบันทึกลงในเทปคาสเซ็ทจะถูกนำมาแปลงให้เป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์

เทคนิคสร้างการนำเสนอสื่อเสียงประกอบ (Audio Techniques)


1. บันทึกเสียงให้ชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวน


2. การบันทึกเสียงควรให้มีระดับความดังของเสียงที่สม่ำเสมอ

เสียงที่บันทึกไม่ควรดังหรือค่อยมากเกินไป

3. ใช้สำนวนภาษาพูดในการเขียนและกำหนดวรรคตอนให้สอดคล้องกับ ภาษาพูด

4. แบ่งวรรคตอนเพื่อการอ่านและจัดลำดับคำบรรยายให้สอดคล้องกับเนื้อหา

5. ถ้าต้องการให้นำเสนอด้วยเสียงพิเศษ ควรระบุเอาไว้เป็นการเฉพาะ

6. ไม่ควรบันทึกเสียงคำบรรยายและซ้อนเสียงพิเศษ (Sound Effects) เข้าด้วยกัน



http://yalor.yru.ac.th/~sirichai/4123612/unit4/multimedia-technique.html

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การผลิตสื่อการเรียนการสอน

ครูคือผู้จัดการหรือผู้อำนวยความสะดวก

หน้าที่หลักของผู้จัดการหรือผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการจัดการเรียนรู้ได้แก่


1.การจัดเตรียมสื่อการเรียน

2.การสร้างบรรยากาศที่ช่วยกระตุ้นให่ผ็เรียนกล้าคิด กล้าพูดอย่างอิสระและปฏิบัติโดยใช้ไหวพริบ

3.การกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็น

4.การท้าทายให้ผู้เรียนแสดงเหตุผล

5.การสร้างความภาคภูมิใจและความนับถือในตัวเองของผู้เรียน

6.การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ จากเรื่องที่เรียนและจากประสบการณ์ภายนอก ได้ลองผิดลองถูก ได้รู้จักเชื่อมโยงหลักการหรือทฤษฎีกับปัญหาใหม่เพื่อนำไปใช้กับชีวิตจริง ได้ใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ สังเกต ตั้งคำถาม ทดลอง วิจารณ์ หาคำตอบและอธิบายให้เหตุผล



http://gotoknow.org/blog/supavadee

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 10 บันทึกแนวคิดการสื่อสาร




การสื่อสารแบบจำลองพื้นฐานการสื่อสาร เป็นแบบแผนที่ใช้อธิบายการสื่อสารของมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของหลักนิเทศศาสตร์ ที่นักวิชาการทางนิเทศศาสตร์นำมาวิเคราะห์หาประเด็นต่างๆ ที่สามารถอธิบายได้ว่า การสื่อสารมีพฤติกรรม มีกระบวนการอย่างไร ผลของการสื่อสารที่เกิดขึ้น สามารถนำมาจำแนกได้กี่ประเภท หรือมีลักษณะเด่นอย่างไร เพื่อนำไปเป็นกรอบคำอธิบาย หรือพิสูจน์ให้เห็นจริงในงานวิจัยทางนิเทศศาสตร์
ปัจจุบัน การสื่อสารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา เพื่อให้เกิดอัตราการก้าวหน้าทั้งในระดับจุลภาค และระดับมหภาค การสื่อสารได้ถูกนำไปใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการพัฒนาระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา มีคำถามที่น่าคิดว่า การสื่อสารเป็นผู้ถูกกระทำ (ในฐานะอุปกรณ์ เครื่องมือ) หรือเป็นผู้กระทำการ (ความคาดหวัง หรือ ผลที่ได้รับ) เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และแสดงให้เห็นว่าแบบจำลองการสื่อสาร ที่นักคิดชาติต่างๆ กล่าวไว้ สามารถนำมาอธิบายกระบวนการสื่อสารบุญนิยมได้อย่างไร
ขอบเขตการวิเคราะห์ของบทความ บทที่ 1 หลักและทฤษฎีการสื่อสาร จะกล่าวถึง พฤติกรรมการสื่อสาร สาเหตุแห่งพฤติกรรมการสื่อสาร กระบวนการสื่อสาร ลักษณะและประเภทของการสื่อสาร และผลของการสื่อสาร บทที่ 2 การสื่อสารบุญนิยม กล่าวถึงปรัชญา แนวคิด และอุดมการณ์ของระบบบุญนิยม บทนี้จะอธิบายสนับสนุนผลของการสื่อสาร ที่เกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้แบบจำลองพื้นฐานการสื่อสารในระบบบุญนิยม เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับ ความหมาย พฤติกรรม กระบวนการ และความคาดหวัง ของการสื่อสารบุญนิยม ว่ามีผลอย่างไรต่อสังคม
บทความนี้ มีความมุ่งหวังที่จะใช้กระบวนการสื่อสารที่มีอยู่ ในฐานะเป็นทั้งเครื่องมือ (Implement) และเป็นผู้กระทำ หรือผลของการสื่อสาร (Result) มาเป็นสมมุติฐานการแก้ไขปัญหาทางสังคม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ภายใต้หลักการและแนววิธีของบุญนิยม

http://www.krirk.ac.th/faculty/Communication_arts/truexpert/@person/04/042/case/48_0422@communication.htm